วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

ผมไม่ใช้หมาคับผมชื้อสก็อต

ผมถ่ายรูปกับเจ้านายผมหล่อกันทั้งคู้เลย

ตอนนี้ผมโตได้สองเดือนแล้วคับ




วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

การดูแลสุนัขใกล้คลอด


การดูแลสุนัขใกล้คลอด

การดูแลสุนัขใกล้คลอดคุณแม่มือใหม่มักจะกังวลเมื่อเจ้าตูบแสนรักใกล้จะให้ลูกตัวน้อย อาจตื่นเต้นเหมือนกำลังมีลูกตัวเองอย่างใดอย่างนั้น โดยปกติเมื่อคลอดแล้วแม่สุนัขจะจัดการเองหมด ไม่ปล่อยให้เป็นภาระกับเจ้าของ แต่อาจจะมีแม่สุนัขบางตัวที่ยังอ่อนประสพการณ์ กรณีนี้เจ้าของต้องเข้าไปช่วยเหลือ

1) จัดบ้านต้อนรับสมาชิกตัวน้อย
การตั้งท้องของสุนัขจะใช้เวลาประมาณ 61-63 วัน ก่อนคลอคต้องเตรียมพื้นที่คลอดให้แม่สุนัขคุ้นเคยเสียก่อน สถานที่ต้องเป็นที่ที่อบอุ่น แห้ง สะอาด สงบเงียบ ปลอดภัย ต้องไม่มีลมโกรก อากาศถ่ายเทได้ดี มีผ้าขนหนูปูพื้นไว้ และอาจกั้นเป็นคอกเตี้ยๆไว้ไม่ให้ลูกสุนัขที่อาจคลานหนีไปจากแม่

2) เตรียมตัวแม่สุนัข
เมื่อถึงเวลาใกล้คลอด แม่สุนัขจะมีอาการกระวนกระวาย คุ้ยเขี่ยที่นอน ถ้าบีบหัวนมจะมีน้ำนมไหลออกมาและบางครั้งจะไม่กินข้าวเป็นเวลา 1-2 วันก่อนคลอด ตรงนี้ไม่ต้องกังวล พอคลอดแล้วกีจะกินอาหารเป็นปกติ ควรตัดขนบริเวณรอบช่องคลอด และบริเวณรอบเต้านมให้สั้นลง

3) เมื่อถึงเวลาคลอด
เตรียมน้ำยาฆ่าเชื้อ ลูกยางดูดน้ำคร่ำ ด้ายสำหรับมัดสายสะดือ กรรไกร ผ้าเช็ดตัว โคมไฟไว้ให้พร้อม เมื่อเริ่มเบ่ง แม่สุนัขจะหายใจถี่หอบ กระสับกระส่าย ไม่นานถุงน้ำคร่ำก็จะแตก (น้ำคร่ำจะมีสีเขียวคล้ำ) แล้วแม่สุนัขก็จะเบ่งลูกออกมา จากนั้นแม่สุนัขก็จะเลียน้ำคร่ำและเยื่อหุ้มตัวออก แล้วกัดสายสะดือลูกและกินรกที่ออกมา สิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณของเค้า ต่อมาแม่สุนัขจะเริ่มเลียลูกสุนัขเพื่อกระตุ้นการหายใจและให้ความอบอุ่น และจะพักประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงฟร้อมจะเบ่งอีก

4)การช่วยเหลือขณะคลอด
ช่วงนี้หากแม่สุนัขไม่ทำอะไรเลยหลังคลอด เจ้าของก็ต้องรีบเอาลูกสุนัขมาฉีกเยื่อหุ้มตัวออกให้หมด และอาจใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำหรือเมือกออกจากรูจมูกและในช่องปากออกเพื่ีอทำให้ทางเดินหายใจโล่ง ลูกสุนัขก็จะหายใจได้สะดวกขึ้น จากนั้นใช้ด้ายที่แช่น้ำยาฆ่าเชื้อไว้มัดสายสะดือให้ห่างจากขอบสะดือประมาณครึ่งนิ้ว แล้วตัดสายสะดือส่วนที่เหนือปมด้ายออก ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแต้มเช็ดบริเวณปลายสายสะดือที่ถูกตัดออกไป แล้วเช็ดตัวลูกสุนัขเบาๆเพื่อเป็นการกระตุ้นการหายใจเหมือนกับแม่สุนัขกำลังเลียลูก อาจจับลูกสุนัขมาดูดนมโดยการอ้าปากลูกสุนัขเบาๆจับหัวนมใส่ปากแล้วคลึงเต้านมให้น้ำนมไหลออกมา

5) กรณีต้องพาไปพบสัตวแพทย์
กรณีต้องพาไปพบสัตวแพทย์ก็คือ ถุงน้ำคร่ำแตกแต่ไม่คลอดภายใน 2 ชั่วโมง คลอดตัวแรกแล้วไม่คลอดตัวถัดมาภายใน 4-6 ชั่วโมง แม่สุนัขเบ่งเกิน 6 ชั่วโมงแล้วลูกสุนัขก็ไม่ออกเสียที หรือแม่สุนัขมีอาการผิดปกติเช่น ซึม อาเจียรเป็นต้น สาเหตุส่วนใหญ่คือ มดลูกล้า คลอดผิดท่า ตัวลูกมีขนาดใหญ่เกินไปหรือเชิงกรานแคบ การแก้ไขก็ขึ้นกับการคลอดลูกยาก และหากแก้ไขไม่ทันก็อาจเป็นอันตรายต่อแม่และลูก

6) หลังคลอด
เมื่อคลอดครบทุกตัวแล้วโดยดูจากจำนวนลูกเท่ากับจำนวนรกก็ทำความสะอาดพื้นไม่ให้เปียกชื้น ให้ความอบอุ่นเพิ่มเติมโดยการใช้โคมไฟช่วย ช่วง 3 วันหลังคลอดในน้ำนมแม่สุนัขจะมีภูมิคุ้มกันโรค ช่วงนี้น้ำนมจะมีสีเหลืองข้นเรียกว่านมน้ำเหลือง ซึ่งจะมีประโยชน์มากที่สุด ควรจับลูกสุนัขให้ดูดนมทุกตัว ตัวไหนไม่แข็งแรงให้จับมาดูดให้อิ่มก่อน ให้กระตุ้นการดูดนมโดยบีบเต้านมให้ไหลออกมาก่อน แล้วค่อยจับลูกอ้าปากให้หัดดูด

7) ต้องเช็คน้ำนมอยู่เสมอว่ามีเพียงพอหรือไม่
โดยปกติลูกสุนัขจะดูดนมแม่เกือบตลอดเวลา พออิ่มก็จะนอนหลับ ไม่ว่ามีหรือไม่มีน้ำนมลูกสุนัขก็ยังดูดอยู่ต่อไปทำให้เจ้าของคิดว่าแม่สุนัขยังมีน้ำนมอยู่ ทั้งที่อาจไม่มีน้ำนมแล้วก็ได้ ช่วงนี้ต้องคอยตรวจดูนมแม่ว่ามีเพียงพอไหม ดังนั้นต้องสังเกตุว่าลูกสุนัขร้องมากกว่าปกติหรือไม่ และคอยสังเกตุอัตราการเจริญเติบโตของลูกสุนัขทุกตัวโดยจับชั่งน้ำหนักบ้าง กรณีมีหลายตัวคล้ายกันก็อาจทำเครื่องหมายใช้เชือกสีผูกเพื่อดูว่าตัวไหนกินนมแล้ว จะได้จับแยกได้ถูกต้อง ถ้านมแม่น้อยไม่เพียงพออาจจะต้องป้อนนมเสริม

8) การป้อนนมเสริม
ลูกสุนัขบางตัวโชคร้ายแม่ตายขณะคลอดหรือแม่ไม่ยอมเลี้ยงลูก หน้าที่การดูแลจึงต้องตกเป็นของเจ้าของ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจ้าของมือใหม่ การเลือกนมก็เลือกนมยี่ห้อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กทารก ไม่ใช้นมวัวเพราะลูกสุนัขย่อยนมวัวได้น้อยมาก ทำให้เกิดปัญหาท้องเสีย ท้องอืดได้ง่ายมีโอกาศตายสูง การป้อนนมต้องป้อนทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่ออิ่มนมแล้วต้องใช้สำลีชุบน้ำอุ่นกระตุ้นโดยเช็ดเบาๆที่ทวารหนักและอวัยวะเพศเพืิ่อช่วยให้มีการขับถ่ายและเพื่อป้องกันท้องอืด
และที่สำคัญอย่าจับเล่นบ่อยเกินไปเพราะเป็นการรบกวนการเลี้ยงลูกของแม่และลูกอาจติดเชื้อโรคได้ง่าย

การดูแลเมื่อน้องหมาตั้งท้อง


การดูแลเมื่อน้องหมาตั้งท้อง
การดูแลสุนัขขณะตั้งท้องนั้น หลายท่านระวังมากเกินความจำเป็น แทนที่จะเป็นผลดีกลับกลายเป็นเกิดผลเสียต่อแม่และลูกสุนัขด้วยซ้ำไป ต้องท้องนานแค่ไหนกันนะปกติหลังการผสมอสุจิจะมีการฝังตัวอยู่ที่ 3-5 วัน ระยะเวลาการตั้งท้องจะประมาณ 61-65 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกในท้อง ถ้าลูกมากก็จะคลอดเร็วขึ้น ดังนั้นการจดจำวันที่สุนัขผสมจึงเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับการนับลูกสุนัขและการทราบกำหนดวันคลอด
อาหารสำหรับสุนัขตั้งท้อง
การสังเกตุอาการสุนัขที่ตั้งท้องนั้นต้องสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิด อาจดูจากการกินจุมากกว่าเดิม และถ้าไม่แน่ใจอาจปรึกษาแพทย์ หลังจากที่แน่ใจว่าท้องแล้ว อาหารที่ให้ต้องเพิ่มให้เหมาะสมกับช่วงการตั้งท้อง โดยเปลี่ยนมาใช้สูตรสำหรับลูกสุนัข เพราะมีคุณค่าโภชนาการทั้งโปรตีน ไขมัน สูงกว่าสูตรปกติ ควรให้แม่สุนัขกินอาหารสูตรนี้อย่างต่อเนื่องจนลูกสุนัขหย่านม และในช่วงใกล้คลอดอาจให้เสริมอาหารที่มีกากใยอาหารมากขึ้นเพื่อลดปัญหาอาการท้องผูกเนื่องจากการขยายตัวของมดลูกที่ดันส่วนลำใส้ใหญ่
อาหารเสริมและยาบำรุงจำเป็นหรือไม่
นอกเหนือจากอาหารตามปกติแล้ว ต้องเสริมวิตามินและแร่ธาติบางกลุ่มเพิ่มเติมเพราะร่างการของลูกจะดูดซึมวิตามินแร่ธาตุกลุ่มนี้จากร่างกายแม่ ถ้าไม่ให้ทดแทนจะมีผลเสียกับแม่สุนัขอย่างชัดเจนหลังคลอด คือขนหลุดร่วง สุขภาพทรุดโทรม ไม่มีน้ำนมพอ สิ่งที่ต้องให้เสริมคือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เพราะเป็นแร่ธาติที่นำไปสร้างกระดูด โครงสร้างของลูกและเป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำนม ถ้าสุนัขขาดแร่ธาติดังกล่าว ช่วงให้นมลูกจะมีไข้สูง หอบ ตัวสั่น จนถึงชักเกร็ง ต้องพาไปพบสัตว์แพทย์โดยด่วนเพื่อลดไข้และให้แคลเซียมทางกระแสเลือด ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะช็อกซึ่งแม่สุนัขอาจตายได้ ส่วนใหญ่เกิดกับท้องแรกและเจ้าของยังไม่มีประสพการณ์ ปริมาณการให้แคลเซียมไม่ควรให้มากเกินความจำเป็น ควรจะให้ร่างกายแม่เป็นตัวปรับระดับฮอร์โมนในการใช้แคลเซียมด้วยยาบำรุงเลือด วิตามินอื่นๆถือว่าจำเป็นด้วยเช่นกันเพียงแต่ให้ปริมาณน้อยๆ ทั้งนี้ควรปรึกษาคำแนะนำจากสัตวแพทย์จะปลอดภัยที่สุด
ควรหลีกเลี่ยงหรือระวังอะไรบ้าง
ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อ โรคติดต่อที่มาจากสุนัขเอง โดยระวังให้อยู่ห่างจากสุนัขป่วย แม้เชื้อที่มีปริมาณน้อยก็อาจแพร่เชื้อไปยังลูกที่ไม่มีความต้านทานโรคอาจทำให้ตายในท้องได้ ช่วงนี้ถ้าป่วยต้องปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง นอกจากนั้นต้องหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีน เนื่องจากอาจส่งผลต่อลูกได้ ส่วนโปรแกรมการฉีดยากันพยาธิหนอนหัวใจต้องเปลี่ยนมาเป็นแบบกินแทน การใช้ยากำจัดเห็บหมัดก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากบางกลุ่มเป็นยาฆ่าแมลงที่ห้ามใช้กับสัตว์ตั้งท้อง ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกสุนัขก่อนเป็นอันดับต้น
สุนัขตั้งท้องอาบน้ำได้ไหม
การอาบทำได้ตามปกติ แต่ควรตรวจสอบก่อนว่ามีไข้หรือเปล่า และต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะสุนัขท้องแก่ยิ่งต้องระวังมากขึ้น อาจหลีกเลี่ยงโดยใช้วิธีเช็ดตัวแทนได้ หลังจากคลอดแล้วก็จับอาบน้ำได้เลยเพื่อล้างคราบสกปรกน้ำคร่ำที่เลอะตัว
การเอกซเรย์หรืออัลทราซาวด์
ขึ้นอยู่กับแพทย์ครับว่ามีความจำเป็นไหม การเอ็กซเรย์สามารถทราบถึงขนาดลูกในท้อง จำนวน ประเมินอายุลูกในท้องแต่ไม่สามารถระบุได้ว่ามีชีวิตหรือไม่ ส่วนการอัลทราซาวด์ จะทำให้ทราบว่ามีการตั้งท้องหรือไม่ จำนวนมีเท่าไร มีชีวิตและปกติดีหรือไม่ เจ้าของเองก็อาจพิจารณาเองว่าต้องการทราบข้อมูลหรือไม่ ส่วนการดูเพศนั้นทำได้ค่อนข้างยากเพราะอวัยวะลูกสุนัขมีขนาดเล็กมากเกิดการผิดพลาดได้ง่ายซึ่งจะแตกต่างจากของคนครับทั้งหมดเป็นการดูแลสุขภาพคร่าวๆ อย่างไรก็ตามควรพาไปพบสัตว์แพทย์ตรวจร่างกาย หากสัตว์แพทย์แนะนำอย่างไรก็ควรปฎิบัติตามเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูสุนัข ถ้าปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนรับรองได้ว่าจะได้ดูแลลูกสุนัขที่น่ารัก แข็งแรง ไว้ชื่นชมแน่ๆครับ

จะรู้ได้ไงว่าหมาป่าย


จะรู้ได้ยังไงว่าหมาป่วย

จะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขป่วย
ใบหน้า หัว หู และจมูก

น้ำมูกเหนียวจากจมูกและตา หรือดวงตาไม่มีประกาย อาจเป็นสัญญาณของโรคได้ การติดเชื้อในหูอาจทำให้มีของเหลวหรือน้ำเมือกไหลออกมาจากโพรงหู บางครั้งสุนัขจะเกาหูตลอดเวลา และอาจมีกลิ่นเหม็น หรือมีวัตถุสีดำออกมาจากช่องหู อาจเป็นการติดเชื้อไรในหู จมูกของสุนัขที่แห้งหรือแตกเป็นสะเก็ดอาจเป็นอาการของโรค แพราะปกติแล้วสุนัขจะมีจมูกที่ชุ่มชื่นอยู่เสมอ
ลำตัว

ความผิดปกติที่ขนสุนัข เช่น มีสีกระดำกระด่าง มีแผลฟกช้ำ สีขนเปลี่ยนไป หรือมีรอยบวมนูนเป็นแห่งๆไม่เคยพบมาก่อนอาจเป็นสัญญาณของโรคร้าย ซึ่งควรรีบให้สัตวแพทย์วินิจฉัยโดยด่วน เพราะรอยบวมช้ำหรือบวมน้ำ อาจเป็นอาการของโรคเกี่ยวกับตับ หัวใจ ไต และเลือด โดยมีลักษณะเช่นเดียวกับเนื้องอกระยะก่อตัว
ขาและเท้า

การที่สุนัขเดินโขยกเขยก ไม่สามารถเดินได้เต็มเท้า มีเลือดไหลจากแผล หรือมีการบวมที่เท้า ขา ล้วนเป็นอาการที่แสดงถึงการบาดเจ็บอาจมีเนื้อเยื่อฉีกขาดที่บริเวณกระดูกภายในบริเวณเท้าหรือขา
อวัยะสืบพันธุ์

ในสุนัขเพศผู้ หากอวัยวะเพศมีสีแดงและบวมผิดปกติมาได้ช่วงเวลาหนึ่งและตัวสุนัขได้แสดงอาการไม่สบาย ควรปรึกษาสัตวแพทย์ หากมีเลือดไหลที่ปลายอวัยวะเพศ อาจเป็นสัญญานบอกถึงเนื้องอกในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ และต้องได้รับการวินิจฉัยจากสัตวแพทย์ การบวมของถุงอัณฑะอาจบ่งบอกถึงอาการเนื้องอกในลูกอัณฑะ การติดเชื้อ การอักเสบจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย และหากบริเวณฐานลูกอัณฑะถูกยางรัดไว้เพื่อการทำหมันแล้วละก็ การผ่าตัดเพื่อเอาลูกอัณฑะออกอาจเป็นสิ่งจำเป็น ในสุนัขเพศเมียที่ไม่ได้ตอน อาจมีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศได้เป็นครั้งคราวประมาณ 4 เดือนต่อครั้ง ทั้งนี้เพราะเป็นอาการของการเป็นสัดหรือพร้อยจะผสมพันธุ์ อาจมีอาการบวมที่อวัยวะเพศ ถ้าเกิดนานกว่า 2-3 สัปดาห์ หรือมีเนื้อเยื้อภายในยื่นออกมาจากอวัยวะเพศ ควรปรึกษาสัตวแพทย์
อุณหภูมิร่างกาย

อุณหภูมิปกติของร่างกายสุนัขคือ 101 - 102 ํF ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์ 98.6 ํF ดังนั้นจึงค่อนข้างยากลำบากที่จะบอกได้ว่าสุนัขกำลังมีไข้หรือเปล่าเพียงด้วยการสัมผัสร่างกาย วิธีการที่แน่นอนคือการสอดเทอร์โมมิเตอร์แบบหล่อลื่นเข้าไปทางทวารหนักซึ่งถ้ามีอุณหภูมิสูงกว่า 102.5 ํF แสดงว่าสุนัขตัวนั้นมีไข้
ความอยากอาหาร

สุนัขที่ป่วย หรือเริ่มป่วยจะกินอาหารน้อยลงหรือแทบไม่กินอาหารเลย และอาจไม่ยอมกินน้ำด้วย แต่บางครั้งอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็ทำให้สุนัขกินอาหารน้อยลงได้
การอาเจียน

การที่สุนัขของคุณปัสสาวะลำบาก อุจจาระเหลว หรือมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะหรืออุจจาระ อาจบอกได้ถึงความผิดปกติหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อโรคต่างๆ เนื้อร้ายที่อวัยวะภายใน และควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์
อารมณ์และการตอบสนอง

หากสุนัขไม่ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ จำชื่อตัวเองไม่ได้ ดุร้าย หรือเห่ามาก อาจเป็นไปได้ว่ามีความผิดปกติทองสมอง เช่น โรคเบื่ออาหาร หรือ โรคพิษสุนัขบ้า หากคุณพบหรือสงสัยรีปปรึกษาสัตวแพทย์ของคุณโดยด่วน สัตวแพทย์จะสามารถวินิจฉัยถึงวิธีรักษาที่ดีที่สุดแนะแนะนำคุณถึงวิธีการควบคุมเชื้อโรคต่างๆไม่ให้แพร่กระจายไป
พยาธิภายใน

พยาธิทั่วๆไปที่พบในสุนัขมีหลายประเภทเช่น พยาธิตัวกลม , พยาธิเส้นด้าย , พยาธิแส้ม้า , พยาธิปากขอ , พยาธิตัวตืด และพยาธิหนอนหัวใจ เป็นโรคที่อาจจะรบกวนสุนัขคุณโดยไม่ได้แสดงอาการ ควรพาสุนัขไปรับการถ่ายพยาธิจากสัตวแพทย์เป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีของสุนัขคุณ โดยทั่วไปจะถ่ายพยาธิลำไส้ ทุกๆ 3 เดือน ป้องกันพยาธิหนอนหัวใจ ทุกๆ 1-2 เดือน
โรคผิวหนังโรคผิวหนัง

และอาการแพ้ระคายเคืองในสุนัขเป็นของคู่กัน ตุ่มเล็กๆ ผื่นแดง หรือขนหลุดลอก ปัญหาที่พบอยู่เสมอคือ เห็บ-หมัด ที่อาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังกับสุนัขได้ การแปรงขนเป็นประจำ และการให้อาหารที่มีคุณภาพก็อาจช่วยให้สุขภาพผิวของสุนัขอยู่เสมอ
สัญญาณของการป่วย

มีอาการหงอยเหงาเศร้าซึม , มีอาการเบื่ออาหารเป็นเวลานาน , อาเจียน , ท้องผูก , หรือท้องร่วง , ตาฝ้า , มีไข้ ,ร่างกายขาดน้ำ อาจวัดอุณหภูมิโดยสอดเทอร์โมมิเตอร์ฉาบวาสลินเข้าไปในทวานหนัก 2 นาที อุณหภูมิปกติควรอยู่ที่ 101-102 F อย่าทดลองรักษาด้วยการใช้ยาสามัญประจำบ้านที่ใช้กับคนเป็นอันขาด ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ของคุณโดยด่วน

การให้ยา
หลังพบสัตวแพทย์ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์โดยเคร่งครัด หากได้รับการฉีดยาจากสัตวแพทย์ จะต้องไม่อาบน้ำให้สุนัขเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์
ยาเม็ด

วิธีง่ายที่สุดในการให้ยาเม็ดกับสุนัขคือการฝังยาเม็ดลงในอาหารหรืออาหารปรุงพิเศษต่างๆ อย่างไรก็ดี สุนัขอาจไม่ยอมทานซึ่งคุณก็อาจจำเป็นต้องหยิบยามาป้อนใส่ปากด้วยมือตัวเอง จับส่วนปากของสุนัขให้มั่นอย่างอ่อนโยน บีบด้านข้างของปากเพื่อให้เขาเผยอปากให้กว้าง แล้วจับศีรษะเขาเงยขึ้น และวางยาลงไปให้ลึกที่สุดในปากของเขาแล้วดันยาลงไปให้อยู่ด้านหลังลิ้น ปิดปากของเขา เขย่าคอเล็กน้อยเพื่อช่วยเขาให้กลืนยาลงไป
ยาน้ำ

ค่อยๆ ดึงแก้มของสุนัขบริเวณมุมปากเพื่อให้เป็นร่อง ใส่ยาลงไปในร่องแล้วปิดปากเพื่อให้สุนัขกลืนยาลงไป เงยหน้าของเขาเล็กน้อยและคอยระวังอย่าให้ยาลงไปในหลอดลม

การให้อาหารและความรู้ที่จำเป็น




การให้อาหารและความรู้ที่จำเป็น
ความสำคัญของอาหาร
อาหารเป็นปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับคน โกลเดนมีลักษณะว่องไว กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา และกระตือรือล้นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทุกหมู่เป็นพิเศษ ทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์์โบไฮเดรต-แป้ง วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ การให้อาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ได้สัดส่วนและปริมาณที่ถูกต้องตามวัยและอายุมีผลอย่างมากในการทำให้มีสุขภาพจิตทีดี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีการเติบโตที่ได้สัดส่วน การแบกน้ำหนักมากเกินไปจะทำให้โครงสร้างส่วนหลังเสียไป หรือเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโภชนาการที่จำเป็นสำหรับผู้เลี้ัยงโกลเดนทุกคน
โปรตีน
มีอยู่มากในเนื้อปลา นม ไข่ ถั่วเหลือง มีความสำคัญในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมกระดูกและเนื้อเยื่อต่างๆ สร้างกล้ามเนื้อ ช่วยในการผลิตภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมนต่างๆ เสริมสร้างขนที่สวยงามมีสุขภาพดี โกลเดนเด็กๆและโกลเดนท้องต้องการโปรตีนมากประมาณ 26-30% สำหรับโกลเดนโตทั่วไปต้องการ 22% ถึง 26%แต่โกลเดนหนุ่มๆและที่กระฉับกระเฉงมากต้องการโปรตีนเพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็น 29-32%
ไขมัน
มีมากในเนื้อและน้ำมันพืช โดยจะให้พลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต โดยกรดไขมันจะช่วยส่งผ่านวิตามินและพลังงานที่สำคัญ ไขมันทำให้มีขนที่เงางามสมบูรณ์ มีสุขภาพผิวหนังที่ดี การขาดไขมันจะทำให้ขนหยาบผิวหนังแห้ง และมีผลต่อสุขภาพจากสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ หากมีไขมันมากเกินไปก็เป็นโรคอ้วนได้และอาจมีโรคหัวใจตามมา สุนัขที่มีกิจกรรมมากจะต้องการพลังงานจากไขมันเพิ่มขึ้นกว่าปรกติ โกลเดนเด็กๆและโกลเดนท้องต้องการประมาณ 15-18% สำหรับโกลเดนโตทั่วไปต้องการ 10% ถึง 15% แต่โกลเดนหนุ่มๆและที่กระฉับกระเฉงมากอาจต้องการเพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็น 18-20%
คาร์โบไฮเดรต
ช่วยการเจริญเติบโตและให้พลังงาน ได้จากแป้ง น้ำตาลและข้าว เป็นส่วนผสมส่วนใหญ่ของอาหารสุนัข ใยไฟเบอร์ที่มีมากช่วยในการย่อย ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะทำให้ท้องเสียได้ การที่ได้จากพืชจึงมีผลต่อระบบการย่อยอาหาร โดยที่ได้จากข้าวจะย่อยได้ดีที่สุด ได้จากมันฝรั่งและข้าวโพดรองลงมา ได้จากข้าวโอ๊ทและแย่ที่สุดคือถั่ว
วิตามิน
มีมากในผัก ผลไม้ น้ำมันตับปลา ต้องการเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันจากโรคภัยไข้เจ็บและเชื้อโรค โดยมีวิตามินที่สำคัญดังนี้
วิตามิน A ช่วยต้านทานโรค
วิตามิน B ควบคุมความสมบูรณ์ของผิวหนัง บำรุงสมองและเม็ดเลือด
วิตามิน C สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
วิตามิน D ช่วยให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสถูกนำไปใช้มากขึ้น บำรุงกระดูกและป้องกันโรคไขข้อ
วิตามิน E บำรุงผิวหนังจำเป็นต่อระบบสืบพันธุ์และการผลิตน้ำนม
โดยปกติสุนัขควรจะได้รับวิตามินในปริมาณที่เพียงพอจากส่วนผสมของอาหารเม็ดที่มีคุณภาพ หากต้องการบำรุงเพิ่มเติม ก็ควรที่จะใช้วิตามินที่สกัดแล้วในรูปของยาเม็ดซึ่งสามารถให้กินได้ง่ายกว่าในรูปของของเหลวที่ต้องผสมกับอาหารซึ่งอาจทำให้สุนัขไม่กินอาหารที่เคยกินอยู่เดิมได้ เราไม่ควรให้อาหารจำพวกพืชผักดิบแก่สุนัขมากเกินควร เนื่องจากสุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อการได้รับอาหารจำพวกพืชผักจะมีผลต่อระบบย่อยอาหารที่อาจทำให้ท้องอืดและเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้
เพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติม วิตามินแต่ละชนิดจะมีอยู่มากในอาหารสดดังนี้
วิตามิน Aมีมากในน้ำมันตับปลา, นม, ครีม, เนย, ไข่แดง, ผัก, แตงโม, ผลไม้, ตับ, ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ช่วยรักษาเนื้อเยื้อของจมูก หู ตา ปาก และโพรงกระดูกให้แข็งแรง ช่วยระบบทางเดินอาหารและการหายใจ
วิตามิน B1 มีในเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว, หอยนางรม, ผักสีเขียว, เนื้อสัน, เครื่องในสัตว์, ถั่ว, นม, ไข่, ผลไม้สด, กล้วยหอม, เงาะ, มะละกอสุก, ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยให้ระบบประสาททำงานตามปกติ ช่วยให้เกิดอยากอาหาร ช่วยการย่อยอาหาร ช่วยให้เกิดแรงไม่เหนื่อยง่าย
วิตามิน B2 มีในเนื้อสัน, ตับ, ไข่, ผักสีเขียว, ผลไม้, เนยแข็ง, ถั่วลิสง, ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส ช่วยให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำงานประสานกันดีขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ตาและผิวหนังอักเสบ
วิตามิน B4 มีมากในยอดกะถิน, ตับ, ไข่, นม, เนย, เมล็ดพืช, ผลไม้, ผักสีเขียว มีประโยชน์เหมือนวิตามิน B6
วิตามิน B6 มีในหัวใจ, เนื้อ, ปลา, กล้วยต่าง ๆ กระหล่ำปลี, ถั่วลิสง, มันเทศ, น้ำมันรำ ช่วยในการเปลี่ยนแปลงอาหารโปรตีนและกรมไขมันบางชนิด ช่วยในการเผาผลาญอาหาร รักษาผิวพรรณ
วิตามิน B12 สกัดได้จากตับ ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง ซึ่งสืบเนื่องจากเมล็ดโลหิตแดงถูกทำลาย หรือกระดูกไขสันหลังย่อนสมรรถภาพในการผลิต โลหิตแดง มีในตับ, ผักสีเขียว, เนื้อ, เมล็ดพืช
วิตามิน C มีในส้ม, มะนาว, มะเขือเทศ, ผักสดต่าง ๆ, พริกไทย, กล้วย, ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยปวดตามข้อ ทำให้อวัยวะในร่างกายต้านทานโรคดีขึ้น แต่วิตามินชนิดนี้ร่างกายเก็บเอาไว้ไม่ได้ ถูกทำลายได้ง่ายที่สุด เมื่อร่างกายถูกแสงแดดหรือความร้อน
วิตามิน D มีในปลาและตับปลา, เนื้อ, ไข่, เมล็ดธัญพืช, กล้วยตาก ช่วยให้ร่างกายใช้แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสให้มีประโยชน์ขึ้น สร้างกระดูกและฟัน
วิตามิน E มีในเนื้อสัตว์, ไข่สัตว์, พืชสีเขียว, ถั่วงอก ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหมัน
แร่ธาตุต่างๆ
ในพืชผักผลไม้ทั้งสีเหลืองและเขียว จะมีแร่ธาตุคอปเปอร์ ไอโอดีน เหล็ก มังกานีส สังกะสี ซึ่งจำเป็นแต่ต้องการเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่มีวิตามิน D นำพาไปหล่อเลี้ยงร่างกาย
น้ำ
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อเซลร่างกาย ร่างกายของโกลเดนประกอบด้วยน้ำกว่า 60% เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกักเก็บน้ำปริมาณมากๆได้ จึงต้องมีการให้น้ำดื่มที่เพียงพออยู่ตลอดเวลา การขาดน้ำมากมากมีผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า ดีไฮเดรชั่น ที่มีผลทำให้ร่างกายไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ได้ อาจหมดสติได้

การเลือกชนิดของอาหาร
อาหารที่ให้ อาจเป็นอาหารที่เตรียมเองหรืออาหารเม็ดสำเร็จที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แต่จำเป็นต้องเลือกจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ที่ใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์มานาน เพราะต้องใช้วัตถุดิบเกรดดีชนิดเดียวกับที่เป็นอาหารของคน
ข้อดีของอาหารสำเร็จคือไม่ต้องใช้เวลาเตรียม สามารถนำมาให้กับสุนัขได้ทันที ควบคุมปริมาณได้และมีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนเหมาะสมกับวัยและช่วงการเจริญเติบโต ข้อเสียคือมักมีราคาแพง
การเตรียมอาหารเองจะประหยัดกว่า รสชาติดีกว่า แต่จะควบคุมไม่ได้ มักจะเป็นสาเหตุให้มีไขมันเกินเกิดโรคอ้วนหรือขาดสารอาหารที่จำเป็นอยู่เสมอ
ดังนั้นหากเลือกได้จึงควรให้อาหารโกลเดนด้วยอาหารเม็ดสำเร็จ สูตรที่ใช้ก็จะมีสูตรลูกสุนัข สูตรสุนัขโต สูตรสุนัขแก่ ซึ่งความจำเป็นของสารอาหารแต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่างกันตามความเหมาะสม การให้อาหารเม็ดจะช่วยลดกลิ่นปากและลดการสะสมของหินปูนได้อีกด้วย
สำหรับอาหารสดต้มสุกเช่นไข่ต้ม ตับบด เนื้อบด ไก่บด ต้มสุกใช้เป็นอาหารเสริมคลุกกับอาหารเม็ดช่วยเพิ่มรสชาติ หรือใช้เป็นของกินเล่นเช่นแครอท ฝรั่ง แอปเปิ้ลและกล้วยน้ำว้า ต้องเข้าใจว่าโกลเดนเป็นสัตว์กินเนื้อจึงมีระบบย่อยอาหารที่ไม่เหมาะกับพวกพืชผักสด ซึ่งจะเกิดก๊าซในกระเพาะได้หากได้รับมากเกินไป
สำหรับอาหารสำเร็จเปียกเช่นพวกอาหารกระป๋องใช้คลุกผสมในอาหารเม็ดสำเร็จเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติ และจะมีความจำเป็นในกรณีสุนัขป่วยมีอาการเบื่ออาหารและต้องการอาหารนิ่มๆที่ย่อยได้ง่าย

ปริมาณความต้องการ
ปริมาณการให้อาหารในแต่ละวันนั้นขึ้นอยู่กับอายุ ลักษณะของการใช้พลังงานและสุขภาพและลักษณะเฉพาะตัวซึ่งต้องอาศัยการสังเกตุด้วย โดยดูจากท้องหลังท้องอิ่มว่าควรพองมากกว่าชายโครงเพียงเล็กน้อย เวลาวิ่งต้องไม่กลิ้งไปมา
การดูลักษณะของขนที่สมบูรณ์จะเป็นตัวบ่งบอกการให้อาหารและได้รับปริมาณสารอาหารที่ถูกต้อง ซึ่งจะมีผลให้ขนมีความสวยเงางาม นิ่มมือและลื่นเมื่อลูบไล้ มีสีขนที่สวยงาม การที่ขนหม่นและหยาบจึงอาจมีสาเหตุจากการให้อาหารที่ไม่ครบหมู่ ขาดสารอาหารที่จำเป็น
การให้อาหารโกลเดนจะต้องให้ตามเวลาที่กำหนดไว้ โกลเดนที่โตเต็มวัยสามารถให้เพียงมื้อเดียวได้แต่จะดีกว่าหากแบ่งปริมาณเป็น 2 มื้อต่อวัน ลูกโกลเดนตัวเล็กๆควรให้ปริมาณน้อยๆแต่ถี่ กรณีทีเพิ่งหย่านมอาจจำเป็นต้องให้ทุก 15 นาที อายุสามถึงสี่เดือนควรแบ่งเป็น 3-4 มื้อต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อโตขึ้นก็ให้ 2 มื้อต่อวัน หรืออาจให้เพียงแค่ 1 มื้อต่อวันได้ ช่วงอายประมาณ 14 อาทิตย์นี้จะเริ่มผลัดฟันน้ำนมและคันฟัน ควรหาสิ่งที่ให้เคี้ยวให้แทะเล่น
ทั้งนี้แต่ละช่วงอายุต่างๆจะมีคำแนะนำดังนี้
อายุ / อาหารที่ให้
ตั้งแต่แรกเกิด ถึง 5 สัปดาห์ ลูกสุนัขควรจะได้รับนมแม่หรือนมน้ำเหลืองเป็นหลัก โดยเฉพาะในช่วงสามวันแรกที่ร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน แต่ถ้าแม่สุนัขไม่สามารถให้นมได้ คุณควรเลี้ยงลูกสุนัขด้วยนมสำหรับลูกสุนัขโดยเฉพาะ ในสัปดาห์ที่ 4 คุณสามารถเริ่มให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปทีละน้อยๆโดยผสมกับนมอุ่นๆ 6-8 สัปดาห์ ควรเริ่มฝึกให้ทานอาหารเม็ด โดยผสมน้ำอุ่นเพื่อให้มีความอ่อนตัวไม่แข็งจนเกินไป ควรให้ประมาณวันละ 4 มื้อ ( เช้า กลางวัน เย็น และ ก่อนนอน ) 9-11 สัปดาห์
ลดปริมาณน้ำอุ่นที่ผสมในอาหารลง เพราะสุนัขเริ่มทานอาหารแข็งได้แล้ว 3-5 เดือน ลดปริมาณน้ำอุ่นที่ผสมในอาหารลงอีก และลดจำนวนมื้ออาหารเป็นวันละ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน เย็น) 6 เดือนขึ้นไป
เริ่มให้เขาหัดกินอาหารเม็ด โดยไม่ต้องผสมน้ำอีกต่อไปและให้ลดเหลือเพียง 1-2 มื้อต่อวัน
ลูกโกลเดนอายุต่ำกว่าห้าเดือน
ต้องการอาหารทั้งปริมาณและสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตอย่างมาก แบ่งเป็น 3-4 มื้อต่อวันโดยที่ต้องการปริมาณอาหารประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว การให้ปริมาณอาหารมากๆและมีจำนวนมื้อต่อวันน้อยครั้งเกินไปจะทำให้โครงสร้างเสียได้
เมื่ออายุได้ห้าถึงเจ็ดเดือน
ลดความถี่ในการให้อาหารลงเป็น 2 ครั้งต่อวัน แต่ค่อยๆเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังเจริญเติบโต สังเกตว่าผอมหรืออ้วนไปหรือไม่แล้วลดหรือเพิ่มตามสัดส่วน
อายุตั้งแต่เจ็ดถึงสิบเดือน
ก็จะเป็นช่วงหนุ่มสาว จะกินอาหารน้อยลง แต่ยังคงให้อาหาร 2 มื้อต่อวัน ช่วงนี้โกลเดนจะเริ่มผลัดขน จะสังเกตุได้จากขนอ่อนที่หลุดร่วงและมีขนใหม่ที่ค่อนข้างแข็งกว่าและยาวกว่าขึ้นแทน
โกลเดนที่โตเต็มที่
อาจให้อาหารเพียง 1 มื้อต่อวันได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับน้ำหนักและกิจกรรมประจำวัน หากออกกำลังกายมากเช่นออกเล่นกีฬาล่าสัตว์หรือแข่งขันวิ่งข้ามสิ่งกีดขวางหรือว่ายน้ำ ก็จำเป็นที่จะต้องให้ปริมาณอาหารที่มากขึ้นโดยแบ่งเป็น 2 มื้อต่อวัน
สำหรับหมาโกลเดนแก่
จะให้อาหารคล้ายกับลูกโกลเดน ทั้งนี้พลังงานจากอาหารหากไม่ได้ถูกใช้จะถูกสะสมเป็นไขมันได้ง่าย จึงมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้ โปรตีนจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องได้รับอย่างเพียงพอ โดยต้องการไม่น้อยกว่า 15% แต่ต้องไม่มากเกินไปเพราะจะมีผลให้ไตทำงานหนักเกินไปหากได้รับโปรตีนเกินความจำเป็น
โกลเดนจะไม่เบื่ออาหารง่ายนักหากได้รับอาหารที่มีคุณค่าแบบเดิมๆตลอดชีวิต จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาหารที่เคยกิน อาจใช้อาหารทีเตรียมเองนำมาผสมเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติได้ การเปลี่ยนอาหารทันทีอาจทำให้ท้องเสียได้ หากจำเป็นต้องเปลี่ยนจะต้องค่อยๆเปลี่ยนทีละน้อยค่อยๆเพิ่มขึ้น หากทำอย่างไรก็ไม่กินอาหารเป็นเวลา 2-3 วันจำเป็นต้องปรึกษาสัตวแพทย์โดยทันที

การเลือกลูกหาม



การเลือกลูกหมา

เป็นการยากที่จะเลือกลูกหมาแต่เล็กๆแล้วเมื่อโตขึ้นมีคุณลักษณะถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธ์ุ นอกจากจะซื้อตอนโตแล้วเท่านั้น ซึ่งการซื้อจากบรีดเดอร์ที่ดีก็จะรับรองได้ระดับหนึ่ง การที่ต้องอาศัยคำแนะนำจากบรีดเดอร์นั้นๆ จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อใจอย่างมาก จึงต้องพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของบรีดเดอร์นั้นๆเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ต้องไม่สับสนกับคำว่าหมาที่ดี เพราะแม้หมาอาจไม่มีคุณลักษณะที่ถูกต้อง แต่ทุกตัวก็เป็นหมาที่ดีได้ ยังคงความน่ารัก ความซื่อสัตย์ และความรักเจ้าของได้ครบถ้วนเช่นกัน
การเลือกลูกหมาที่ดีจริงๆแล้วขึ้นอยู่กับความพึงพอใจเป็นหลัก บางครั้งก็ตัดสินใจไม่ได้ง่ายนักเพราะอยากได้ไปทั้งหมดทุกตัว รักพี่เสียดายน้อง อย่าให้หมาเลือกเราแต่เราเลือกหมาดีที่สุด อายุลูกหมาที่เหมาะสมคือ 2 เดือนขึ้นไป ยิ่งโตก็จะยิ่งสังเกตลักษณะได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
ทั้งนี้เมื่อได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องของโกลเดนเช่นลักษณะทางกายภาพจากบรีดเดอร์ที่ดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจโดยมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้
ก่อนอื่นลูกหมาต้องมีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริง ไม่เหงาหงอย มีลักษณะเป็นมิตรกับคน ขนต้องแลดูเป็นเงา ตามีแววสดใส อยากรู้อยากเห็น
ตรวจสอบลักษณะที่สำคัญด้วยตัวเองอีกครั้งเช่นฟัน จมูก หู มือ เท้า หาง อัณฑะ อวัยวะเพศ ลักษณะการยืน ขนสีขนของลูกหมาจะจางและจะเข้มขึ้นเมื่อโต โดยสีที่โคนหูจะเป็นจุดสังเกตว่าเมื่อโตเต็มที่จะมีโทนสีเช่นไร
พ่อและแม่มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะถ่ายทอดลักษณะนิสัย โดยเฉพาะแม่ว่ามีอุปนิสัยต่อคนอย่างไร เป็นมิตรมั้ย แสดงอาการกลัว หวาดผวาบ้างมั้ย
ต่อมาก็ต้องตรวจสอบ ใบเพ็ดดีกรี ซึ่งหากต้องการประกวดจะต้องออกให้โดย สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย) The Kennel Club of Thailand โดยจะมีข้อมูลของหมาบอกวันเดือนปีเกิด ชื่อจดทะเบียน ชื่อเจ้าของ ชื่อผู้ผสมพันธุ์หรือบรีดเดอร์ สายพันธุ์ของพ่อและแม่ย้อนหลัง

การให้วัคซีนในสุนัข


ให้วัคซีนในสุนัข
การฉีดวัคซีนในสุนัขนับว่ามีความสำคัญมาก เหตุเพราะโรคต่าง ๆ ที่ต้องฉีดวัคซีน ป้องกันไว้ก่อนนั้น มักจะเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหรือรักษาให้หายยาก และเป็นโรค ติดต่อที่แพร่กระจายไปยังสุนัขตัวอื่นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สุนัขมีอาการป่วยอย่าง รุนแรง และมีอัตราการตายสูง การฉีดวัคซีนจึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้สุนัขสามารถ ต้านทานต่อการเกิดโรคเหล่านั้นได้ คุณภาพวัคซีนที่ดีสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ สุนัขได้นั้นขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาที่ถูกต้องและการใช้ที่ถูกวิธี ซึ่งสัตวแพทย์จะรู้
ดีชนิดของวัคซีนที่มีใช้อยู่ในเมืองไทยมีอยู่ 4 ชนิดคือ

1. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

2. วัคซีนป้องกันโรค หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส (รวมเข็มเดียวกัน)

3. วัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ

4. วัคซีนรวมโรค คือวัคซีนป้องกันโรค หัดสุนัข ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซีส ลำไส้อักเสบ และ พาราอินฟลูเอนซ่า รวม 5 โรคอยู่ในเข็มเดียวกันหมายเหตุ วัคซีนชนิดที่ 2 และ 3 จะเหมือนกับวัคซีนชนิดที่ 4 แต่ในวัคซีนชนิดที่ 4มักจะมีเพิ่มวัคซีนป้องกันโรคพาราอินฟลูเอนซ่า เข้าไปด้วยอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงเลือกใช้เพียงแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น
โปรแกรมการฉีดวัคซีนในสุนัข แบบที่ 1
อายุสุนัข 6 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ
อายุสุนัข 8 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส
อายุสุนัข 10 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ซ้ำครั้งที่ 2
อายุสุนัข 12 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรค หัดสุนัข ตับอักเสบ และเลปโตสไปโรซีส ซ้ำครั้งที่ 2
อายุสุนัข 14 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
อายุสุนัข 1 ปี ฉีดวัคซีนซ้ำอย่างละเข็มและฉีดซ้ำ ๆ ทุกปี
โปรแกรมการฉีดวัคซีนในสุนัข แบบที่ 2
อายุสุนัข 1 เดือนครึ่ง ฉีดวัคซีนรวม 5 ชนิด
อายุสุนัข 2 เดือนครึ่ง ฉีดวัคซีนรวม 5 ชนิดครั้งที่ 2
อายุสุนัข 3 เดือน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
อายุสุนัข 1 ปี ฉีดวัคซีนอย่างลำเข็มและฉีดซ้ำทุกปี
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในสุนัข
สุนัขที่ฉีดวัคซีนต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ และไม่มีพยาธิ
ห้ามฉีดวัคซีนในขณะที่สุนัขป่วยโดยเด็ดขาด
หลังการฉีดวัคซีนทุกชนิดอย่าอาบน้ำให้สุนัขอย่างน้อย 7 วัน ทั้งนี้เพราะสุนัขอาจจะมีไข้ ไม่สบาย และมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน
การฉีดวัคซีนที่ผิดพลาดไปจากโปรแกรม ควรปรึกษาสัตวแพทย์
มีสุนัขบางตัวถึงแม้จะฉีดวัคซีนครบ แต่อาจไม่สร้างภูมิคุ้มกันหรือสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี (พบน้อย)
เมื่อมีโรคเกิดขึ้นกับสุนัขตัวหนึ่งตัวใด อย่านำสุนัขตัวอื่นที่เล่นคลุกคลีกับสุนัขป่วยไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคนั้น แต่ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์โดยทันที
ในบริเวณที่มีการระบาดของโรคอยู่บ่อย ๆ อาจจะฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นกว่าที่กำหนดเป็น 3 หรือ4 เข็มก็ได้โดยขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์
อย่าเข้าใจผิดว่า หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นทันทีจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 14 วัน ภูมิคุ้มกันจึงจะเพียงพอต่อการป้องกันโรคได้
การออกกำลังกายของสุนัข
การออกกำลังกาย คือหัวใจสำคัญของการชะลอการเจริญเติบโต ลูกสุนัขที่มีความกระฉับกระเฉงจะ สามารถกินอาหารได้มาก จึงมั่นใจว่าลูกสุนัขจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ นอกจากนี้การควบคุมสัดส่วนของกล้ามเนื้อและไขมันคือจุดมุ่งหมายของ การควบคุมอัตราการเจริญเติบโตอย่างช้าๆ การมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยให้การประสานงานตัวของกระดูกดีขึ้นและช่วยไม่ให้ลูกสุนัขเกิดการบาด เจ็บภายใน ผู้เขียนเชื่อว่าการปล่อยให้สุนัขเดินอย่างอิสระเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่เหมาะสำหรับสุนัขไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม วิธีการออก กำลังกายที่จะแนะนำคือให้คุณพาสุนัขไปเดินในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยโดยให้สุนัขสามารถเดินหรือวิ่งอย่างอิสระตามที่มันอยากจะทำ แต่ว่าเป็นไปไม่ ได้ที่ทุกคนจะสามารถพาสุนัขไปออกกำลังกายเป็นประจำ แต่อาจสามารถทำได้ในช่วงวันหยุดเสาร์แบะอาทิตาย์ ซึ่งมีทางเลือกหลายวิธีที่คุณสามารถนำ ไปปฏิบัติ โดยเริ่มจากการพาสุนัขเดินด้วยระยะทาง 1/2 ไมล์ สำหรับลูกสุนัขวัยตั้งแต่ 8 สัปดาห์ขึ้นไป โดยเดินสัปดาห์ละ 4-5 วัน จากนั้นก็เพิ่มระยะ ทางอีก 1/2 ไมล์ โดยปฏิบัติสัปดาห์เว้นสัปดาห์ แต่ถ้าคุณไม่ได้ทำตามตาราง อย่าโดดข้ามสัปดาห์นั้น ให้เริ่มต้นนับใหม่จากสัปดาห์ที่คุณโดดข้ามไป แต่ ถ้าคุณโดดข้ามเว้นไปหลายสัปดาห์ ควรเริ่มปฏิบัติตามโปรแกรมใหม่หมด ในระดับที่ 3 ไมล์ต่อวัน จะมีผลต่อกล้ามเนื้อ ช่วยให้รูปร่างสุนัขคล้ายกับนักกีฬา โปรดจำไว้ว่า ผู้เขียนต้องการให้คุณเดินกับสุนัขเป็นเวลา 3 ไมล์ แต่ถ้าคุณกักสุนัขไว้เป็นเวลานาน คุณอาจเพิ่มระยะทางเพื่อเป็นการชดเชย และระหว่าง ที่คุณเดินคุณต้องเดินด้วยความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา เพื่อสุนัขจะได้วิ่งอย่างเป็นอิสระ เท่ากับเป็นการออกกำลังกายไปในตัว แต่โปรดระวังในช่วง ที่อากาศร้อนหรือหนาวที่อาจก่อปัญหากับสุนัขได้
ตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสม
อายุ(สัปดาห์) ระยะทาง/ไมล์ จำนวนครั้ง/สัปดาห์
8 --1/2-- 4-5

10 --1-- 4-5

12 --1.5 --4-5

14 --2-- 4-5

16 --2.5 --4-5

18 --3 --4-5

คำเตือนห้ามพาลูกสุนัขที่มีอายุต่ำกว่า 18 เดือน วิ่งควบไปพร้อมกับจักรยาน ขอแนะนำให้นำสุนัขไปทำการ ตรวจเอ็กซเรย์เกี่ยวกับกระดูกข้อสะโพกเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และสุดท้ายผู้เขียนขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่านและหวังอย่างยิ่งว่าผู้เขียนคงจะให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัขตามที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์มา และขอให้ผู้เลี้ยงสุนัขโกลเด้นจงประสบความสำเร็จในการเลี้ยงสุนัข ของท่านด้วย
การควบคุมการเจริญเติบโตของลูกสุนัข


วัตถุประสงค์ ในการควบคุมลูกสุนัขที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 เดือน ให้มีอัตราการเจริญเติบโต อย่างช้าๆ หมายถึงลูกสุนัขจะถูกเลี้ยงให้มีขนาดเล็กและมีการพัฒนาการทางร่างกายน้อยกว่าลูกสุนัขในวัยเดียวกันที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะเข้าไปขัดขวางการเจริญเติบโตของลูกสุนัขอย่างถาวร ซึ่งสุดท้ายลูกสุนัขก็จะเจริญเติบโตในระดับปกติ ถูกต้องตรงตาม พันธุกรรม การเจริญเติบโตอย่างช้าๆ ของลูกสุนัขที่ใช้เวลายาวนานกว่าลูกสุนัขที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วหมายถึง กราฟแสดงการเจริญเติบโต ของลูกสุนัขจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอ โดยหลีกเลี่ยงการไปเร่งการเจริญเติบโตของลูกสุนัขที่รวดเร็วเกินไป เป้าหมายของการควบคุมการเจริญเติบโตของลูกสุนัขเป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อช่วยให้การพัฒนาการของกระดูกและข้อต่อต่างๆ เป็นไปอย่าง เหมาะสม การเจริญเติบโตที่รวดเร็วเกินไป จะทำให้สภาวะทางร่างกายของลูกสุนัขเกิดความเครียด ซึ่งมีผลทำให้เกิดปัญหากับลูกสุนัขได้ เช่น ข้อสะโพกเสื่อม(HIP DYSPLASIA) และPANOSTEITIS ยิ่งไปกว่านั้น ลูกสุนัขที่เจริญเติบโตเร็วเกินไปจะมีอาการบาดเจ็บสะสมของกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อ ในระหว่างการเล่นหรือออกกำลังกาย อัตราการเจริญเติบโตของลูกสุนัขสามารถกำหนดได้ด้วยชนิดและปริมาณของอาหารที่ลูกสุนัขได้รับ มีข้อสังเกตในการโฆษณาเพื่อบรรยาย สรรพคุณของอาหารและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นที่สำหรับใช้เลี้ยงลูกสุนับซึ่งผู้ผลิตพยายามสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกสุนัข แต่ในความเป็นจริงมันอาจเป็นอันตรายต่อลูกสุนัข ในทางกลับกัน จุดประสงค์ที่ให้ลูกสุนัขกินและเจริญเติบโตโดย ธรรมชาติเป็นอย่างไรมักมีผู้เข้าใจสับสนระหว่างสุนัขที่ผอมบางกับสุนัขที่ผอมซูบและขี้โรค ลูกสุนัขที่จะนำไปประกวดมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารอาหารมากเกินไป สาเหตุเพราะเจ้าของส่วนมากต้องการให้ลูกสุนัขมีพัฒนาการทาง ร่างกายที่รวดเร็วเพื่อจะได้ประกวดและแข่งขัน มันเป็นความจริงที่ว่าการให้อาหารลูกสุนัขมากเกินไปจะทำให้ลูกสุนัขมีโครงสร้างที่ซูบผอมลงเมื่อ โตขึ้น เปรียบเทียบกับลูกสุนัขที่มีโครงสร้างบอบบางแบบชั่วคราวแต่เมื่อโตขึ้นกลับมีโครงสร้างที่สมบูรณ์สวยงาม ซึ่งการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เกินไปจะไปทำลายกระดูก และข้าต่อส่วนต่างๆ ของลูกสุนัขที่มีพัฒนาการไม่สมบูรณ์เต็มที่ อัตราการเจริญเติบโตอย่างช้าๆ ถึงปกติ ที่เป็นไปตามธรรมชาติในขณะที่ลูกสุนัขมีสุขภาพที่ดี ลูกสุนัขจะต้องดูผอมถึงผอมมาก (คำเตือน :เพื่อนๆ เพื่อนบ้านหรือแม้กระทั่ง สัตวแพทย์ของคุณอาจลงความเห็นว่าสุนัขของคุณขาดอาหาร) การเพิ่มปริมาณอาหารแก่ลูกสุนัขเพื่อนำไปสร้าง การเจริญเติบโตในระดับที่เหมาะสมหมายถึง แม้สุนัขจะกินอาหารมากเกินไปแต่จะต้องดูไม่อ้วนหรือโตเร็วเกินไป สุนัขที่อ้วนจัดอยู่ในภาวะที่โตเร็ว เกินไป
ตารางควบคุมน้ำหน้ก (Target Weights)
อายุ น้ำหนัก
แรกเกิด 1 ปอนด์
1 สัปดาห์ 2 ปอนด์
2 สัปดาห์ 3 ปอนด์
3 สัปดาห์ 4 ปอนด์
4 สัปดาห์ 5 ปอนด์
5 สัปดาห์ 6 ปอนด์
6 สัปดาห์ 7 ปอนด์
7 สัปดาห์ 8 ปอนด์
8 สัปดาห์ 9 ปอนด์
10 สัปดาห์ 12 ปอนด์
12 สัปดาห์ 15-16 ปอนด์
16 สัปดาห์ 22-23 ปอนด์
20 สัปดาห์ 28-30 ปอนด์
หลัง 20 สัปดาห์ จะเพิ่มอาหารขึ้นบ้าง ให้หุ่นดูดีขึ้นบ้างแต่ห้ามอ้วน เวลาวิ่งท้องต้องไม่หมุน ถ้าท้องหมุนต้องลดอาหารลงอีก ถ้าเทียบในรุ่นอายุ 6-9 เดือน จะดูขนาดเล็กกว่า (Undersize) แต่จะเติบโตต่อไปจนเต็มศักยภาพทางพันธุกรรมในที่สุด
การอาบน้ำให้โกลเด้น รีทรีฟเวอร์
สุนัขไม่เหมือนกับคนค่ะที่ต้องการอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง การอาบน้ำให้สุนัขบ่อยเกินไปทำให้น้ำมัน ที่มาหล่อเลี้ยงผิวหนังและขนขาดความสมดุลย์ จนทำให้ผิวหนังแห้งตกสะเก็ดลอกเป็นแผ่นๆ และขาดความเงางาม สำหรับสุนัขที่มีขนแบบโกลเด้น รีทรีฟเวอร์นั้นแนะนำให้อาบน้ำเพียง 1 ครั้งทุก 6-8 สัปดาห์ ก็พอค่ะ แต่อาจอาบมากกว่านี้ก็ได้หากเจ้าตัวแสบไปคลุกกับดินโคลนมาจนเนื้อตัวสกปรกไปหมด ถ้าแค่ไปคลุกแถวๆ สนามหญ้าบ้านเราเองแค่เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ก็สะอาดเหลือเฟือแล้วค่ะ ลักษณะเฉพาะตัวของขนสุนัขในกลุ่มรีทรีฟเวอร์ที่มีสุขภาพดีก็คือ เมื่อสะบัดขนหลังเปียกน้ำ ขนจะดูแห้งในทันที นั่นเป็นเพราะว่าสุนัขพันธุ์นี้มีน้ำมันตามธรรมชาติมาเคลือบขนเอาไว้นั่นเองมีเรื่องเหลือเชื่อมาเล่าให้ฟังค่ะ คุณเชื่อมั้ยคะว่าสุนัขโกลเด้น รีทรีฟเวอร์บางตัวในต่างประเทศ อาบน้ำเพียงแค่ 1 ครั้งตลอดชีวิตทั้งชีวิตของมัน แทบไม่น่าเชื่อใช่มั้ยคะ ไม่ใช่เจ้าของละเลยหรือไม่เอาใจใส่มันหรอกค่ะ เจ้าของโกลเด้นตัวนั้นยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเพียงหมั่นดูแลเรื่องการแปรงขน การเช็ดตัว ดูแลเรื่องเห็บหมัดไม่ให้มารบกวน ให้อาศัยอยู่ในบริเวณที่สะอาด และที่สำคัญได้ว่ายน้ำอยู่บ่อยๆ ในสระน้ำที่สะอาด แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอต่อการรักษาความสะอาดของสุนัขพันธุ์นี้แล้วค่ะการอาบน้ำเพียง 6-8 สัปดาห์ต่อครั้งอาจทำให้เจ้าของที่รักสะอาด (แทนสุนัข) บางคนรู้สึกว่านานเกินไป ยิ่งสุนัขบางตัวจะมีกลิ่นตัวอยู่เสมอเนื่องจากใช้เวลาแทบทั้งวันคลุกดินคลุกโคลนอยู่นอกบ้าน มันจึงมีกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ในกรณีนี้คุณสามารถอาบน้ำให้สุนัขบ่อยขึ้นก็ได้ แต่คงไม่ใช่ทุกวันนะคะสุนัขโกลเด้นที่มักอาบน้ำบ่อยกว่าระยะเวลาที่แนะนำก็คือโกลเด้นที่เข้าประกวดตามงานต่างๆ กรณีนี้เจ้าโกลเด้นต้องอาบน้ำแปรงขนก่อนทุกครั้งที่เข้าประกวด ยิ่งประกวดถี่ก็ยิ่งต้องอาบน้ำบ่อยขึ้น และสำหรับสุนัขที่ต้องอาบน้ำบ่อยเช่นนี้ คุณต้องเลือกแชมพูชนิดดีที่สุดแล้วล่ะค่ะ แชมพูที่เหมาะสมสำหรับสุนัขที่อาบน้ำบ่อยควรเป็นแชมพูชนิดอ่อน แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะใช้แชมพูชนิดไหนดี ลองขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์ดูก็ได้ค่ะ แต่คุณเคยได้ยินกันบ้างมั้ยคะว่า แม้แต่แชมพูที่ดีที่สุดในโลกก็ยังเป็นอันตรายกับสุนัขอยู่ดี เรื่องนี้เป็นความจริงค่ะ ถ้าหากว่าคุณล้างแชมพูออกจากตัวสุนัขไม่หมด ดังนั้นเวลาที่คุณอาบน้ำให้สุนัขคุณจึงต้องเอาใจใส่ต่อการล้างแชมพูเป็นพิเศษ และแน่ใจว่าคุณได้ล้างแชมพูออกจนหมดในการอาบน้ำให้โกลเด้น รีทรีฟเวอร์นั้นขอแนะนำให้แปรงขนก่อนอาบน้ำทุกครั้ง เพราะการแปรงขนจะช่วยกำจัดขนที่หลุดร่วงที่ยังติดอยู่กับตัวสุนัขออก อีกเหตุผลหนึ่งก็คือขนสุนัขที่โดนน้ำมักจะจับตัวเป็นกระจุก และกำจัดได้ยากเมื่อขนแห้ง การแปรงขนสุนัขจะช่วยป้องกันไม่ให้ขนจับตัวเป็นกระจุกเมื่อโดนน้ำและแปรงขนได้ง่ายเมื่ออาบน้ำเสร็จอีกด้วยระหว่างอาบน้ำคุณควรแน่ใจว่าได้ทำความสะอาดให้เจ้าโกลเด้นอย่างทั่วถึงทั้งตัว ระวังอย่าให้น้ำเข้าหูและ ล้างสบู่หรือแชมพูออกให้หมดฟองจริงๆ เมื่อแน่ใจว่าหมดฟองแล้วควรล้างตัวสุนัขต่ออีก 1-2 นาทีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสบูหรือแชมพูตกค้างอยู่หลังอาบน้ำใช้มือกดเบาๆ ทั่วตัวสุนัขเพื่อไล่น้ำออก ถ้าอากาศไม่หนาวก็เพียงใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวให้ก็พอ แล้วปล่อยให้สุนัขสะบัดขนจนแห้งเอง แต่ถ้าเป็นหน้าหนาวล่ะก็ กว่าจะรอให้สุนัขสะบัดขนจนแห้งเองมันอาจจะหนาวตายซะก่อน คุณจึงควรใช้ไดร์เป่าผมช่วย โดยใช้ลมอุ่นที่มีความแรงระดับปานกลางเป่าให้ห่างจากตัวสุนัขพอสมควรจนกระทั่งตัวแห้งการดูแลร่างกายหลังอาบน้ำของเจ้าโกลเด้นอีกอย่างหนึ่งก็คือการเล็มขนที่อุ้งเท้า คุณสามารถเล็มขนที่อุ้งเท้าได้โดยจับอุ้งเท้าของมันหงายขึ้น แล้วใช้กรรไกรคมๆ เล็มขนที่ยาวออกมาให้อยู่พอดีกับผิวเนื้อใต้เท้า การเล็มขนตรงนี้ออกก็เพื่อให้สุนัขสามารถเดินเกาะพื้นดินได้โดยไม่ลื่น เพราะไม่มีขนไปแทรกตัวอยู่ใต้เท้า นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้เท้าของเจ้าโกลเด้นเปื้อนดินและโคลนได้ง่าย ในนกรณีที่มันชอบวิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างบ้านและสวนสุดรักของคุณ เห็นมั้ยล่ะคะว่าถ้าหากคุณดูแลการอาบน้ำให้เจ้าโกลเด้นให้ดีแล้ว คุณก็ลดภาระที่ยุ่งยากในการทำความสะอาดบ้านของคุณไปได้มากด้วยค่ะ

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์

ดูจากสีขนที่เหลืองเป็นสีทองไปทั้งตัว ประกอบกับใบหน้ากว้างและดูปราดเปรียวแล้ว ลักษณะทุกอย่างของสุนัขพันธุ์นี้ส่อให้เห็นถึงท่าทีอันสุภาพเป็นมิตร สุนัขพันธุ์นี้จึงเป็นที่นิยมไปทั่วทุกมุมโลก รูปร่างอันงดงามของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์นั้นใช่ว่าจะสวยแต่รูปก็หาไม่ ความสามารถของมันนั้นไม่เบา ไม่แพ้พันธุ์เก็บนกชนิดอื่นๆ หรือพวกพันธุ์สแปเนี่ยลตัวเป้งๆ ในระหว่างฤดูหนาวของแคนาดาซึ่งหนาวใช่ย่อย มันก็ยังลุยเก็บนกเป็ดน้ำได้อย่างสบายโกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดมากมากจนสามารถนำมาฝึกเพื่อใช้งานได้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนาดไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป จัดว่าเป็นสุนัขที่มีประสาทสัมผัสดีเลิศทั้งในด้านของการฟังเสียง การดมกลิ่นสะกดรอย นอกจากนี้ยังมีสายตาอันเฉียบคมและแม่นยำ ด้วยเหตุนี้วงการทหารและตำรวจในหลายๆ ประเทศจึงได้นำสุนัขพันธุ์นี้มาฝึกเพื่อไว้ช่วยงานราชการ อาทิเช่น ตรวจค้นยาเสพติด, ดมกลิ่นสะกดรอยคนร้าย, ยามรักษาความปลอดภัย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูงสุด ก็เห็นจะได้แก่ฝึกให้เป็นสุนัขนำทางคนตาบอด ทั้งนี้เพราะโกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขซึ่งฉลาด แต่ไม่ค่อยเจ้าเล่ห์หรือซุกซนเหมือนสุนัขบางพันธุ์เจ้าสีทองพันธุ์นี้ปรากฏขึ้นในลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในเมืองอังกฤษในทศวรรษที่ 1860 เป็นสุนัขที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากสุนัขในกลุ่มสแปเนี่ยล ซึ่งเป็นสุนัขที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำเป็นพิเศษ โดยมีขนาดเล็กกว่าสุนัขพันธุ์นิวฟาวน์แลนด์ แต่มีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน สันนิษฐานว่าอาจผสมข้ามพันธุ์มาจากสุนัขพันธุ์ไอริชเซทเทอร์ และสุนัขในกลุ่มวอเตอร์สแปเนี่ยล โดยอาจมีสายเลือดของสุนัขพันธุ์บลัดฮาวน์เข้าไปเจือปนอยู่ด้วยต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์หรือที่บางคนเรียก เยลโล่ รีทรีฟเวอร์ ( YELLOW RETRIEVER ) ก็เป็นที่รู้จักและนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในประเทศอังกฤษ จนในปี ค.ศ. 1908 ก็ได้จัดให้มีการประกวดสุนัขพันธุ์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรกที่คริสตัลพาเลซ และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการจัดตั้งชมรมสุนัขพันธุ์นี้ขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับในสหรัฐอเมริกา โกลเด้น รีทรีฟเวอร์เริ่มเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในราวปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา โดยชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเลี้ยงโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ไว้เพื่อเป็นนักล่า แม้ทางสมาคม AKC ของสหรัฐอเมริกาจะให้การรับรองสุนัขพันธุ์นี้เข้าไว้ในทำเนียบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับจากผู้เลี้ยงที่คิดอยากจะส่งสุนัขเข้าประกวดซักเท่าไหร่ เนื่องจากผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับประสิทธิภาพของการใช้งานมากกว่าการประกวด และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1977 ทางสมาคม AKC ก็ได้จัดให้มีการประกวดความสามารถและความฉลาดแสนรู้ของสุนัข ซึ่งผลปรากฏว่าสุนัขที่ได้รางวัลที่ 1-3 ล้วนเป็นสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ทั้งสิ้น จากผลการประกวดในครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันเริ่มเกิดความตื่นตัว และหันมาให้ความสนใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มากขึ้น สำหรับในด้านของสายพันธุ์ ในยุคสมัยแรกๆ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์จะมีสีเฉพาะสีทองหรือสีน้ำตาลออกไปทางเหลือง ( ซึ่งก็มีด้วยกันหลายเฉด ) แต่พอมาในช่วงหลังๆ ก็ได้เกิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีขนสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลไหม้ ซึ่งสีนี้ก็เป็นสีที่นิยมมากพอสมควรทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากเป็นสีที่แปลกใหม่

ม าตราฐานสายพันธุ์
ลักษณะทั่วไป : โครงสร้างได้สัดส่วน และดูแข็งแกร่งทรงพลัง เป็นสุนัขที่มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงโดยไม่มีเหตุผล มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะเป็นสุนัขที่มีนิสัยค่อนข้างจะเป็นมิตรกับทุกๆ คน ดังนั้นจึงสามารถพาไปไหนมาไหนโดยไม่สร้างปัญหา มีความเฉลียวฉลาด ว่านอนสอนง่าย เป็นสุนัขที่มีความปราดเปรียวและอดทน ลีลาในการย่างก้าวหรือไหวเป็นไปด้วยความนิ่มนวล
อุปนิสัย : มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงโดยไม่มีเหตุผล มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะ
ศีรษะ : กะโหลกใหญ่และกว้างโค้งได้รูปสวยงาม ไม่หยักเป็นร่องลึกหรือโหนกนูนจนมีลักษณะเป็นรูปโดม ช่วงรอยเชื่อมระหว่างจมูก ปาก และหน้าผาก มีความลาดเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับหัก หรือเชื่อมต่อเป็นเส้นตรงเดียวกัน ใบหน้าลึกและกว้างขนาดพอๆ กับศีรษะ, สันจมูก, ปาก เป็นเส้นตรงเวลามองจากด้านข้างปลายจมูก ปากค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นรับกับขนาดของกะโหลกศีรษะ ลักษณะรูปทรงคล้ายลิ่มแลดูแข็งแกร่ง หนังย่นบริเวณหน้าผากอนุโลมให้มีได้ แต่ลักษณะของใบหน้าที่สวยงาม หนังบริเวณใบหน้าควรจะเรียบตึง

ฟัน : ต้องขบกันได้แนบสนิทเหมือนกรรไกร โดยฟันด้านหน้าแถวบนขบเกยอยู่ด้านนอก ซึ่งลักษณะของฟันสำหรับสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีหน้าที่ในการเก็บหรือคาบเหยื่อ ดังนั้นอำนาจในการขบกัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากสุนัขมีฟันหน้าชุดบนและชุดล่างขบเสมอกันพอดีเหมือนประตูลิฟท์ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ยังพออนุโลมผ่อนผันให้ได้ เว้นแต่ฟันหน้าชุดล่างขบเกยอยู่ด้านนอก หรือฟันหน้าชุดบนและล่างขบเกยไม่สนิทกันถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง ถ้าฟันมีคราบหินปูนเกาะ ฟันผุ หรือฟันมีลักษณะเว้าแหว่งถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงเช่นกัน

จมูก : จะต้องเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล ส่วนจะเข้มหรืออ่อนก็ขึ้นอยู่กับสีขน แต่ถ้าจมูกเป็นสีชมพูถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง

หู : หูควรสั้นพอประมาณ ใบหูมีลักษณะห้อยปกลงแนบกับส่วนแก้ม รูปทรงค่อนไปทางรูปสามเหลี่ยม ปลายมน เวลาดึงใบหูไปด้านหน้าความยาวของใบหู หูควรปกคลุมลูกตาได้พอดี แต่ถ้าหากฐานใบหูตั้งอยู่ในตำแหน่งต่ำเกินไป หรือหูมีลักษณะเหมือนสุนัขในกลุ่มฮาวน์ หรือดัชชุน ถือเป็นข้อบกพร่อง

ลำคอ : ควรยาวพอประมาณ ลำคอควรตั้งบนหัวไหล่ แลดูมั่นคงกล้ามเนื้อแลเห็นเด่นชัด ขนบริเวณรอบคอห้ามมีการตกแต่ง คอต้องไม่มีเหนียงยื่นโผล่ออกมา

ลำตัว : โครงสร้างลำตัวกระชับได้สัดส่วน อกลึกและกว้าง ความกว้างของอกอย่างน้อยควรมีขนาดพอๆ กับ ฝ่ามือของผู้ชายวางทาบเสมอพอดี ส่วนความลึกของอกควรลึกเสมอข้อศอกขาหน้า กระดูกซี่โครงควรโค้งได้รูปแข็งแรง โดยส่วนแผ่นหลังจะแลดูหนากว่าใต้ท้อง ลำตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีความลึกและหนาแลดูบึกบึน แผ่นหลังเรียบตรง โดยมีลักษณะลาดเทจากหัวไหล่ ไปทางบั้นท้ายเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นเวลายืนนิ่งๆ หรือกำลังเคลื่อนไหว โกลเด้น รีทรีฟเวอร์มีหน้าอกเล็กแคบ อกตื้น เส้นหลังแอ่นหรือลาดเทมากเกินไป หรือก้นโด่ง ลำตัวบอบบางเกินไป เวลาเคลื่อนไหวเส้นหลังแกว่ง แลดูขาดความแข็งแกร่งล้วนเป็นข้อบกพร่อง อุ้งเท้า : มีขนาดปานกลาง เป็นรูปทรงกลม อุ้งเท้ากระชับ นิ้งเท้าไม่กางแบะออกเหมือนตีนเป็ด ขนบริเวณใต้อุ้งเท้าควรได้รับการขลิบออก เพื่อช่วยให้การยึดเกาะมั่นคงยิ่งขึ้น นิ้วติ่งขาหน้าควรกำจัดออกให้หมด แต่โดยปกติจะไม่ค่อยปรากฏนิ้งติ่งให้เห็น โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เวอร์ที่มีอุ้งเท้าแบะหรืออุ้งเท้าแหลมคล้ายอุ้งเท้าของกระต่าย ถือเป็นข้อบกพร่อง

หาง : ควรตั้งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดต่อจากเส้นหลัง หางมีขนาดใหญ่โดยเฉพาะบริเวณโคนหางควรจะมีกล้ามเนื้อ ปกติหางจะมีลักษณะห้อยลงต่ำโค้งได้รูปกับสะโพก ความยาวของหางพอๆ กับมุมข้อศอกขาหลัง ในยามที่สุนัขที่ดีใจหางจะโบกสะบัดไปมา บางครั้งอาจงอม้วนขึ้นสูงเหนือระดับแผ่นหลัง ลำตัวหน้า : เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเหมาะสมรับกับลำตัวส่วนหลังขณะที่เดินหรือวิ่ง การก้าวย่างเป็นไปอย่างอิสระ การก้างย่างของขาอยู่ในแนวเดียวกับรัศมีของหัวไหล่ กระดูกขามีขนาดค่อนข้างใหญ่และเหยียดตรง กระดูกข้อเท้าสั้นและแข็งแรง มีความลาดเอียงเพียงเล็กน้อย

ลำตัวหลัง : หนาและแข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ บั้นท้ายมีลักษณะลาดเทเล็กน้อย กระดูกขาท่อนบนทอดไปทางด้านหลัง ส่วนกระดูกขาท่อนล่างเหยียดตรงทำมุมฉากกับพื้น โดยขาท่อนล่าง(แข้ง)ยิ่งมีขนาดสั้นเท่าไหร่ย

ขน : ขนดกแน่น สามารถปกป้องน้ำได้เป็นอย่างดี ขนมี 2 ชั้น ขนชั้นนอกจะยาวและมีลักษณะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่ถึงกับหยาบกระด้าง เส้นขนมีความยืดหยุ่นในตัว ถ้าหากขนมีลักษณะเส้นเล็กหรือไม่ดกแน่นถือเป็นข้อบกพร่อง ลักษณะของขนที่ถูกต้องจะต้องขึ้นแนบติดลำตัว ส่วนเส้นขนจะเหยียดตรงหรือหยักศกเล็กน้อยไม่เป็นข้อบกพร่อง สำหรับขนบริเวณด้านหลังของขาและใต้ท้องจะมีลักษณะค่อนข้างอ่อนนุ่มกว่าขนตามลำตัว โดยเฉพาะขนที่บริเวณใต้คอ ด้านหลังของต้นขาหลัง และขนใต้หาง จะมีลักษณะอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ ส่วนขนบริเวณศีรษะ ด้านหน้าของขา(หน้าแข้ง) และเท้าจะมีลักษณะสั้นและเรียบ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีเส้นขนยาวจนเกินไป ขนฟูเป็นกระเซิงไม่แนบติดกับลำตัว หรือมีขนเบาบางไม่ดกแน่น ขนเส้นเล็กล้วนถือเป็นข้อบกพร่อง การตัดแต่งขนจะตัดเฉพาะอุ้งเท้าเท่านั้น

สี : สีต้องเป็นสีน้ำตาลออกทอง ส่วนจะมีสีเข้มอ่อนไม่มีปัญหา ขนตามใบหน้าและลำตัวอาจจะมีเหลือบเทาหรือขาวก็ได้ แต่ถ้าเป็นรอยแต้มด่างสีขาว หรือมีขนสีขาวขึ้นแซมถือเป็นข้อบกพร่อง ยกเว้นโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีขนสีทองอ่อน ซึ่งมีสีจืดหรือจางมากๆ และสีขาวด่างที่ปรากฏแลดูกลมกลืนกับสีขน ก็ถือเป็นข้ออนุโลม และถ้าหากพื้นที่ของสีขนส่วนใหญ่มีสีซีดจางเกินไป หรือเข้มมากเกินไปก็ถือว่าเป็นข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือ ถามีขนออกไปทางโทนสีครีมอ่อนๆ หรือสีน้ำตาลไหม้ ขนส่วนนี้จะต้องมีพื้นที่เป็นเพียงส่วนน้อยของขนทั้งหมด คือจะต้องมีโทนสีเข้มกว่าหรืออ่อนกว่ามาช่วยเสริม และสีขนส่วนที่จะมาช่วยเสริมต้องครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า โกลเด้น รีทรีฟเวอร์บางสายพันธุ์ขณะที่ยังเป็นลูกสุนัขอาจจะมีสีซีดจาง แต่เมื่อโตขึ้นสีก็จะเข้มขึ้นโดยธรรมชาติ สำหรับโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีสีอ่อน นอกเหนือจากที่กล่าวมาล้วนถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง

การเคลื่อนไหว : การก้าวย่างเป็นไปอย่างอิสระ แลดูนุ่มนวลแต่ทรงพลังและสง่างาม เวลาที่วิ่ง ระยะการย่างก้าวของขาหน้าและขาหลังจะต้องมาบรรจบกันที่กึ่งกลางลำตัว เวลาเดินหรือวิ่งขาต้องไม่แกว่งหรือปัด ซึ่งในการประกวดการเคลื่อนไหวของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ขนาด : เพศผู้ควรมีความสูงระหว่าง 23-24 นิ้ว(ความสูงวัดที่หัวไหล่ขาหน้า) ส่วนเพศเมียควรมีความสูงอยู่ในช่วงระหว่าง 21-22 นิ้ว หากความสูงน้อยกว่าหรือมากกว่ามาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 1 นิ้ว ถือเป็นข้ออนุโลม แต่ถ้าสูงหรือเตี้ยกว่าเกิน 1 นิ้ว จากเกณฑ์มาตรฐานถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงมาก สำหรับความยาวของลำตัวโดยวัดจากหน้าอกถึงบั้นท้าย ควรมีสัดส่วนความยาวมากกว่าความสูงเล็กน้อย คือ สัดส่วน 12 :11 ส่วนน้ำหนักของสุนัขเพศผู้ควรอยู่ในช่วงระหว่าง 65-75 ปอนด์ สำหรับเพศเมีย 55-56 ปอนด์ อารมณ์ : ควรมีความเป็นมิตรกับทุกๆ คน ไม่มีนิสัยขี้หวาดระแวงและดูน่าเชื่อไว้วางใจได้ ไม่มีนิสัยก้าวร้าวดุร้าย แต่ก็ไม่ขี้ขลาดตาขาวด้วย






































































































โกลเด้น รีทรีฟเวอร์

ดูจากสีขนที่เหลืองเป็นสีทองไปทั้งตัว ประกอบกับใบหน้ากว้างและดูปราดเปรียวแล้ว ลักษณะทุกอย่างของสุนัขพันธุ์นี้ส่อให้เห็นถึงท่าทีอันสุภาพเป็นมิตร สุนัขพันธุ์นี้จึงเป็นที่นิยมไปทั่วทุกมุมโลก รูปร่างอันงดงามของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์นั้นใช่ว่าจะสวยแต่รูปก็หาไม่ ความสามารถของมันนั้นไม่เบา ไม่แพ้พันธุ์เก็บนกชนิดอื่นๆ หรือพวกพันธุ์สแปเนี่ยลตัวเป้งๆ ในระหว่างฤดูหนาวของแคนาดาซึ่งหนาวใช่ย่อย มันก็ยังลุยเก็บนกเป็ดน้ำได้อย่างสบายโกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดมากมากจนสามารถนำมาฝึกเพื่อใช้งานได้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนาดไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป จัดว่าเป็นสุนัขที่มีประสาทสัมผัสดีเลิศทั้งในด้านของการฟังเสียง การดมกลิ่นสะกดรอย นอกจากนี้ยังมีสายตาอันเฉียบคมและแม่นยำ ด้วยเหตุนี้วงการทหารและตำรวจในหลายๆ ประเทศจึงได้นำสุนัขพันธุ์นี้มาฝึกเพื่อไว้ช่วยงานราชการ อาทิเช่น ตรวจค้นยาเสพติด, ดมกลิ่นสะกดรอยคนร้าย, ยามรักษาความปลอดภัย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูงสุด ก็เห็นจะได้แก่ฝึกให้เป็นสุนัขนำทางคนตาบอด ทั้งนี้เพราะโกลเด้น รีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขซึ่งฉลาด แต่ไม่ค่อยเจ้าเล่ห์หรือซุกซนเหมือนสุนัขบางพันธุ์เจ้าสีทองพันธุ์นี้ปรากฏขึ้นในลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในเมืองอังกฤษในทศวรรษที่ 1860 เป็นสุนัขที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากสุนัขในกลุ่มสแปเนี่ยล ซึ่งเป็นสุนัขที่มีความเชี่ยวชาญทางน้ำเป็นพิเศษ โดยมีขนาดเล็กกว่าสุนัขพันธุ์นิวฟาวน์แลนด์ แต่มีลักษณะโครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน สันนิษฐานว่าอาจผสมข้ามพันธุ์มาจากสุนัขพันธุ์ไอริชเซทเทอร์ และสุนัขในกลุ่มวอเตอร์สแปเนี่ยล โดยอาจมีสายเลือดของสุนัขพันธุ์บลัดฮาวน์เข้าไปเจือปนอยู่ด้วยต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์หรือที่บางคนเรียก เยลโล่ รีทรีฟเวอร์ ( YELLOW RETRIEVER ) ก็เป็นที่รู้จักและนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในประเทศอังกฤษ จนในปี ค.ศ. 1908 ก็ได้จัดให้มีการประกวดสุนัขพันธุ์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรกที่คริสตัลพาเลซ และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีการจัดตั้งชมรมสุนัขพันธุ์นี้ขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับในสหรัฐอเมริกา โกลเด้น รีทรีฟเวอร์เริ่มเป็นที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายในราวปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา โดยชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเลี้ยงโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ไว้เพื่อเป็นนักล่า แม้ทางสมาคม AKC ของสหรัฐอเมริกาจะให้การรับรองสุนัขพันธุ์นี้เข้าไว้ในทำเนียบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับจากผู้เลี้ยงที่คิดอยากจะส่งสุนัขเข้าประกวดซักเท่าไหร่ เนื่องจากผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับประสิทธิภาพของการใช้งานมากกว่าการประกวด และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1977 ทางสมาคม AKC ก็ได้จัดให้มีการประกวดความสามารถและความฉลาดแสนรู้ของสุนัข ซึ่งผลปรากฏว่าสุนัขที่ได้รางวัลที่ 1-3 ล้วนเป็นสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ทั้งสิ้น จากผลการประกวดในครั้งนั้นทำให้ชาวอเมริกันเริ่มเกิดความตื่นตัว และหันมาให้ความสนใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มากขึ้น สำหรับในด้านของสายพันธุ์ ในยุคสมัยแรกๆ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์จะมีสีเฉพาะสีทองหรือสีน้ำตาลออกไปทางเหลือง ( ซึ่งก็มีด้วยกันหลายเฉด ) แต่พอมาในช่วงหลังๆ ก็ได้เกิดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีขนสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลไหม้ ซึ่งสีนี้ก็เป็นสีที่นิยมมากพอสมควรทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากเป็นสีที่แปลกใหม่

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

ปีใหม่กลับบ้าน

ปีใหม่มีความสุขมากมายที่ได้กลับบ้าน
อยู่กับครอบครัวพ่อแม่พี่น้องกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันมีความสุขมากมาย
และที่สำคัญได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆสมัยเรียนมอต้นมีความสุขมากมายครับ
พอถึงเวลากลับมาเรียนอยู่หหหอพักคิดถึงบ้านมากๆ
กลับมาแล้วคิดมากงานที่อาจาร์สังยังทำไม่เส็รจรู้สึกว่าท้อคับท้อแต่ไม่ถอย
(เพืออนาคต)

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

สวัสดีปีใหม่ปี2009ขอให้ทุกคนมีความสุขตลอดทั้งปีคับ